ดูแลโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท




อาการกระดูกทับสันหลังเส้นประสาทระดับคอ
   ..สาเหตุของอาการเกิดจากการที่ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังชิ้นที่ C3 – C7 ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทส่วนแขน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการชาบริเวณฝ่ามือเริ่มจากปลายนิ้วหรืออาการปวดร้าวที่บริเวณแขน อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่ง อาการร่วมของโรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาทคือ การปวดคอ ปวดเมื่อยบริเวณสะบักเรื้อรังและการไม่สามารถเคลื่อนไหวคอได้อย่างอิสระ

สาเหตุของอาการปวดต้นคอมีการเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การนั่งหรือนอนผิดท่า ก้มหน้าทำงานหรือเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานาน กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากการออกกำลังกาย สาเหตุนี้ถือว่าพบบ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดต้นคอในวัยรุ่นหนุ่มสาวเลยทีเดียว                                          
มีการกดทับเส้นประสาทคอ  สาเหตุนี้มักพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อมและขาดความยืดหยุ่น  ทำให้กระดูกแยกออกมาทับเส้นประสาท    ซึ่งอาการที่พบได้คือปวดและชาตามต้นคอ ลงมาถึงแขน และอาจมีอาการแขนอ่อนแรงด้วย                                                                         
กระดูกสันหลังคอเสื่อม
มักพบในผู้สูงอายุเช่นกัน   หากกระดูกสันหลังคอส่วนที่เสื่อมนั้นอยู่ใกล้เส้นประสาทก็อาจมีอาการปวดต้นคอได้ แต่บางครั้งก็ไม่มีอาการใดๆ เลย                                         
เอ็นและข้อต่อที่คอเกิดการบาดเจ็บเสียหาย สาเหตุนี้มักเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ศีรษะโดนกระชาก        อย่างแรง ทำให้ข้อต่อบริเวณคออักเสบ และเป็นสาเหตุของอาการปวดต้นคออย่างรุนแรง                 การติดเชื้อ โรคติดเชื้อหลายชนิดทำให้เกิดต่อมน้ำเหลืองที่คอโตและอักเสบ ส่งผลให้มีอาการปวดคอได้ เช่น วัณโรค รวมถึงโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและไขสันหลังอักเสบ ผู้ป่วยก็มักมีอาการปวดคอ ปวดศีรษะ และคอแข็งเกร็งได้เช่นกัน                                                                                          

                                                        


อาการกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทระดับหลัง

สาเหตุของอาการเกิดจากการที่ หมอนรองกระดูกปลิ้นหรือแตกจนของเหลวภายในไปเบียดทับเส้นประสาทบริเวณหลังส่วนล่างหรือบริเวณกระดูกสันหลังชิ้นที่ L3 L4 L5 S1 ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทส่วนเอวไปถึงขา เริ่มแรกผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว เป็น ๆ หาย ๆ มาก่อน ซึ่งอาการดังกล่าวจะเป็นมากเวลาทำงาน เช่นยืน ก้มเงย หรือนั่งนาน ๆ และจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก ต่อมาจึงปรากฎอาการสำคัญที่บ่งบอกว่าหมอนรองกระดูกสันหลังเกิดโป่งขึ้นมากดทับเส้นประสาทคืออาการปวดหลังรุนแรงอย่างเฉียบพลัน และมีอาการปวดร้าวลงมาที่ขา น่อง ตาตุ่มหรือเท้า ร่วมกับมีอาการชาขาหรือเท้าด้วย




อาการ ของโรคปวดสะโพกร้าวลงขา

- ปวดบริเวณขอบกระดูกเชิงกราน ใกล้กับแนวกระดูกสันหลัง (ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้เข้าใจผิดบ่อยๆว่าเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม -- ปวดเมื่อบริเวณหลังเมื่อนั่งนาน จะมีอาการปวดเสียวที่หลัง เมื่อเปลี่ยนจากท่านั่งไปยืน โดยเฉพาะหลังจากขับรถมานาน

- จะสังเกตุเห็นเอวทั้ง 2 ข้างอยู่สูงตํ่าไม่เท่ากัน
- ปวดบริเวณหลังส่วนล่างร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง
- ปวดมากเมื่อนั่งนาน
- ผู้ป่วยไม่สามารถนั่งนานๆได้ หากนั่งนานก็จะนั่งเอี้ยวตัวลงนํ้าหนักที่ก้นข้างใดข้างหนึ่งแทน
- รู้สึกขาอ่อนแรง บางครั้งเดินๆอยู่ก็รู้สึกเข่าพับไปดื้อๆ
- รู้สึกปวดแบบแหลมๆที่กระเบ็นเหน็บ เมื่อนั่ง
- ไม่มีอาการชาใดๆ
- ปวดตามแนวขอบกางเกงใน
- หากกดลงไปที่กระดูกสันหลังตรงๆ ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกปวดอะไร แต่หากกดที่รอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานจะปวดร้าวลงขา บางรายอาจจะปวดร้าวลงหน้าแข้งเลยก็มีค่ะ





เข่าเสื่อม (Knee Ostoearthritis) เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ข้อเข่า โดยมีสาเหตุสำคัญคืออายุที่มากขึ้น รวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ เช่น มีน้ำหนักตัวมาก เกิดอาการบาดเจ็บ หรือกรรมพันธุ์                                                                                                                
 เข่าเสื่อมจะพบมากในวัยกลางคนจนไปถึงผู้สูงอายุ หากไม่ได้รับการรักษา โรคก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ และเมื่อมีการเคลื่อนไหวก็จะทำให้เกิดการเสียดสีจนสึกกร่อน รู้สึกฝืดที่ข้อเข่า เข่าผิดรูปและทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือทำให้เกิดความยากลำบากและความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน                  
อาการเข่าเสื่อม
เมื่อต้องเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมบางอย่าง จะทำให้มีอาการเจ็บปวดและรู้สึกฝืดที่ข้อเข่า ทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก รวมไปถึงเมื่อไม่ได้เคลื่อนไหวนาน ๆ ก็อาจทำให้เจ็บปวดและรู้สึกฝืดขัดที่ข้อเข้าได้เช่นกัน อาการอื่น ๆ ของเข่าเสื่อม ได้แก่
  • เมื่อต้องเคลื่อนไหวจะมีเสียงเสียงลั่นในข้อ
  • มีอาการกดเจ็บ
  • เข่าอ่อนแรงและเสียมวลกล้ามเนื้อ
  • ข้อเข่าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่ เสียความยืดหยุ่น ข้อติดหรือขยับได้ยาก มักจะเกิดขึ้นเวลาเช้าหรือต้องนั่งเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความยากลำบากเวลาเดิน ขึ้นบันได หรือลุกจากเก้าอี้
ผู้ที่มีอาการสำคัญของเข่าเสื่อม เช่น อาการเจ็บปวด ข้อเข่าฝืด รวมไปถึงอาการที่กล่าวไปข้างต้น หากมีอาการติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางรักษา เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อาการมีความรุนเแรงยิ่งขึ้น
สาเหตุของเข่าเสื่อม
สาเหตุของเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ปกป้องส่วนปลายกระดูกข้อต่อเสื่อมลง ซึ่งทำให้เกิดอาการที่ได้กล่าวในข้างต้นตามมา เข่าเสื่อมที่มาจากสาเหตุอื่นหรือไม่ทราบสาเหตุ มีดังต่อไปนี้
  • อายุ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดเข่าเสื่อมจะมีมากขึ้นเมื่อมีอายุที่มากขึ้น แต่ก็สามารถเกิดกับผู้ที่อายุยังน้อยได้เช่นกัน โดยความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป
  • การบาดเจ็บ ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเข่าเสื่อมได้ในอนาคต
  • เพศ เพศหญิงมีโอกาสเกิดเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป แต่ในกรณีนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
  • โรคอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน อาจทำให้ข้อต่าง ๆ โดยเฉพาะข้อเข่าต้องรับน้ำหนัก 3-4 เท่าต่อน้ำหนักตัว  ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เข่าเสื่อมได้เมื่อเวลาผ่านไป
  • กรรมพันธุ์ ผู้ป่วยข้ออักเสบบางรายจะพบว่ามีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคเข่าเสื่อม
  • เกิดจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ เข่าเสื่อมอาจมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการทำลายของข้อต่อ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์





สาเหตุ-อาการโรคกระดูกสันหลังเสื่อม


โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือ โรคที่มักเกิดในผู้มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป โดยเกิดจากการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆที่รวมถึงกระดูกสันหลังด้วย เนื่องจากการมีอายุมากขึ้น ทั้งนี้กระดูกสันหลังที่ผ่านการใช้งานมานาน จะส่งผลให้ กระดูก หมอนรองกระดูก เส้นเอ็นกระดูก และกล้ามเนื้อหลัง เสื่อมสภาพ, อาจเกิดจากการเล่นกีฬา, อุบัติเหตุ, ภาวะที่มีกระดูกคดงอผิดรูปแต่กำเนิด, หรือ จากกระดูกสันหลังติดเชื้อ เช่น จากวัณโรค
- ปวดหลัง ปวดคอเป็นๆ หายๆ อาการมักเป็นเรื้อรัง อาการรุนแรงมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า ทาง หรือขณะทำกิจกรรมต่างๆ
- อาการปวดจะเสียวร้าวลงมาที่สะโพก คอ ไหล่ แขนมือ น่อง เท้า หรือนิ้ว ซึ่งเป็นมากขึ้นเวลาเปลี่ยนท่าทางทำกิจกรรมต่างๆ อาการปวดร้าวนี้เกิดจากเส้นประสาทที่ไขสันหลังถูกกดทับจากการที่มีกระดูกเสื่อม
- อาจมีกระดูกสันหลังผิดรูป เช่น หลังคด โก่ง หรือข้อกระดูกเลื่อน (เห็นได้จากภาพกระดูกสันหลังจากการเอกซเรย์)


อาการ ของโรคปวดสะโพกร้าวลงขา

- ปวดบริเวณขอบกระดูกเชิงกราน ใกล้กับแนวกระดูกสันหลัง (ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้เข้าใจผิดบ่อยๆว่าเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม)


- ปวดเมื่อบริเวณหลังเมื่อนั่งนาน


- จะมีอาการปวดเสียวที่หลัง เมื่อเปลี่ยนจากท่านั่งไปยืน โดยเฉพาะหลังจากขับรถมานาน


- จะสังเกตุเห็นเอวทั้ง 2 ข้างอยู่สูงตํ่าไม่เท่ากัน


- ปวดบริเวณหลังส่วนล่างร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง


- ปวดมากเมื่อนั่งนาน


- ผู้ป่วยไม่สามารถนั่งนานๆได้ หากนั่งนานก็จะนั่งเอี้ยวตัวลงนํ้าหนักที่ก้นข้างใดข้างหนึ่งแทน


- รู้สึกขาอ่อนแรง บางครั้งเดินๆอยู่ก็รู้สึกเข่าพับไปดื้อๆ


- รู้สึกปวดแบบแหลมๆที่กระเบ็นเหน็บ เมื่อนั่ง


- ไม่มีอาการชาใดๆ


- ปวดตามแนวขอบกางเกงใน


- X-ray จะไม่เห็นความผิดปกติมากนัก ไม่เหมือนโรคกระดูกสันหลังเสื่อม


- หากกดลงไปที่กระดูกสันหลังตรงๆ ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกปวดอะไร แต่หากกดที่รอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานจะปวดร้าวลงขา บางรายอาจจะปวดร้าวลงหน้าแข้งเลยก็มีค่ะ







“ปกติร่างกายคนเราจะมีไต 2 ข้าง ทำหน้าที่กรองของเสียในเลือดและควบคุมจำนวนน้ำ เกลือแร่ และสารต่างๆ ในร่างกายให้สมดุล หากไตเสื่อมสภาพลงเหลือเพียง 25% จะแสดงอาการของโรค 
คือ ปัสสาวะบ่อยหรือขัด ปัสสาวะสีเข้มแบบสีน้ำล้างเนื้อ บวมที่หน้า เท้า ปวดหลัง ปวดเอว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และความดันโลหิตสูง หากพบอาการดังกล่าวให้รีบพบแพทย์ 
โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยจากการตรวจปัสสาวะเพื่อหาโปรตีนที่รั่วออกมา หรือตรวจเลือดหาสารที่เป็นของเสียที่คั่งอยู่ ซึ่งไตไม่สามารถกรองออกมาได้ตามปกติ การตรวจภาพทางรังสีเพื่อเอกซเรย์ดูไต ทั้งนี้ หากเป็นระยะเริ่มต้นจะช่วยชะลอความเสื่อมของไตให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปกติได้” 











ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ด้านกระดูกและข้อโดยตรง







ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

วิธีรักษาอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท

กระดูกคอเสื่อม

เข่าเสื่อม